แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ My Memo แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ My Memo แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554

10 ข้อสงสัยเกี่ยวกับโลกใบนี้ (ใครรู้ช่วยตอบที)


        1. ทำไมตำรวจจราจรชอบยืนแอบหลังต้นไม้หรือเสาไฟแล้วออกมาจับคนขับรถผิดกฎ ทั้งๆที่ถ้ายืนกลางถนนคงไม่มีใครกล้าขับรถผิดกฎจราจร

        2. ระบบทางเดินอาหารของนักการเมืองประเทศ....  ทำด้วยอะไร เหตุใดพวกเขาถึงกินของได้สารพัดทั้ง อิฐ หิน ปูน ทราย เหล็กเส้น พันธุ์ข้าว กล้ายาง ลำไย นมเด็ก นมผู้ใหญ่ ไก่ (ลากไปกินในน้ำ)   หรือกระเพาะของพวกเขาสามารถสร้าง Enzyme ชนิดพิเศษที่คนทั่วไปไม่มี

        3. ทำไมคนไทยให้ความสำคัญกับสิ่งที่คนโบราณเค้า “ถือ” กัน มากกว่าการ “ถือ” ศีล 5

        4. ทำไมแฟนหงส์ส่วนมากขี้คุย

        5. ถ้าเอาเชือกมัดมือ มัดเท้า ล็อคคอ คุณสรยุทธ สุทัศนจินดา   เขาจะสามารถอ่านและวิเคราะห์ข่าวได้หรือไม่

        6. ทำไมนักวิทยาศาสตร์สมัยก่อนมักจะหัวฟู และทั้งๆที่คิดค้นสิ่งประดิษฐ์มากมายทำไมไม่คิดค้นน้ำยายืดผมถาวร

        7. ทำไมรายการข่าวที่มีทั้งอาชญากรรม ความรุนแรง การเมืองน้ำเน่า ดาราสาวโชว์บัวปริ่มน้ำ และส่วนมืดดำของสังคมอีกมากมาย ถึงไม่มีการจัดเรตติ้ง

        8. ผีรู้ได้อย่างไรว่าหวยจะออกเลขอะไร แล้วทำไมคนทรงไม่เก็บไว้แทงคนเดียว รวยคนเดียว

        9. ผู้ชายชอบผู้หญิงโป๊หรือเปลือยมากกว่ากัน

        10.เงินกับคุณธรรมสิ่งใดสำคัญมากกว่ากัน

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554

ฉันคิดถึงเธอ

คิดถึง เหมือนจะตาย...
ไม่พูดก็ไม่ได้ มันอึดอัด
ไม่เคยปากจึงได้ แต่ฮึดฮัด
ไม่ถนัดจึงอ้อมแอ้ม กระแอมกระไอ

คิดถึงสิ ถามได้ ใครไม่คิด
ไปสุดทิศ สุดทาง ข้างไหนๆ
ครึ่งโลก ค่อนวัน ข้ามคืน หมื่นๆไมล์
ไม่เคยไกล เกินเอื้อม ความคำนึง

คิดถึงเธอสม่ำเสมอเหมือนโลกหมุน
พอได้จุนเจือให้หัวใจหนึ่ง
ให้ยังเต้นเต็มพลังดังตังตึง
เป็นแรงดึงให้ขาก้าว..เดินทางไกล

มีเธออยู่ในทุกก้าวที่เท้าย่ำ
บอกซ้ำๆ แก้เหงาคนอ่อนไหว
เติมขมลงในหวานบ้างจะเป็นไร
เหมือนเติมรสเดินทางให้..เข้มขึ้น

รู้สึกดีที่มีใครให้คิดถึง
หัวใจจึงสงบงามยามหลับตื่น
แต่บางครั้ง บางคราว ในบางคืน
ที่ลุกขึ้นมาพร่ำบ่น...ทุรนทุราย


วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2554

ละครวิทยุของเรา

ถ้าพูดถึงเรื่องราวในวันวาน หลายๆ คนคงมีความทรงจำมากมายทั้งสุขและทุกข์ แจ่มชัดบ้าง ซีดจางบ้าง ต่างกันไป

ไม่กี่วันก่อนฉันได้จัดการกับไฟล์อันแสนจะไม่เป็นระเบียบในคอมพิวเตอร์ และได้ไปเจองานเก่าๆ ที่รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ทำส่งอาจารย์ ฟังแล้วก็ขำน้ำตาไหล แทบจะลืมไปด้วยซ้ำว่าเคยทำงานนี้

อัดกันแบบตามมีตามเกิด คือเทคเดียวผ่านห้ามผิดพลาด เพราะตอนนั้นยังละอ่อนด๋อยไม่รู้ว่าเค้ามีโปรแกรมตัดต่อเสียง ดนตรีประกอบก็เปิดเอาจากโทรศัพท์มือถือแบบกะจังหวะจบจังหวะเริ่มแต่ละฉากเอา มีเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์แทรกบ้าง บทสะดุดบ้าง หลุดขำบ้าง แต่ก็ทำกันแบบดิบๆ ใจๆ นั่งเรียงกัน 7-8 คน เพื่อสิ่งๆ เดียว คือ งาน

แต่สิ่งที่มากกว่าไฟล์งานก็คือ ความทรงจำระหว่างทำงานร่วมกัน การพูดคุยปรึกษาหารือกัน สอดคล้องเห็นชอบตรงกันบ้าง โต้แย้งกันบ้าง แต่ก็เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจทีเดียว ....


วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

โลก/ เรา/ ภัยพิบัติ

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่คนทั่วโลกเฝ้าจับตามองอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...ภัยพิบัติที่เสมือนคำเตือนอีกรอบที่ย้ำว่า...

โลกกำลังใกล้ถึงกาลอวสาน

ถึงแม้จะเตรียมใจมานานแล้วว่า ทุกสิ่งยอมมีเกิดขึ้นและดับไป แต่การทำใจยอมรับว่า อาจต้องมองเห็นความสูญสิ้นของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในช่วงชีวิตของเรานั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

หลายๆ เหตุการณ์วิปโยคทางธรรมชาติ ทำให้คนเราหันมามองตัวเองได้มากแค่ไหน หรือเป็นแค่กระแสเพียงช่วงสั้นๆ เหมือนช่วงหนึ่งที่ฮิตสะพายถุงผ้า แต่ตอนนี้มีใครบ้างที่หิ้วถุงผ้าไปจ่ายตลาดแบบจริงๆ จังๆ

หกปีก่อนในคาบสมุทรอินเดีย... สองปีก่อนก่อนที่พม่า... วันนี้ที่ญี่ปุ่น... แล้ววันหน้าล่ะ......

ยังทันอยู่หรือ ที่เราจะสามารถหยุดยั้งวันสิ้นโลกได้.......



มองทุกสิ่งบนโลกวันนี้แล้ว
ทุกถิ่นแถวคงคิดไม่แตกต่าง
ความอยู่รอดทุกชีวิตยังเลือนราง
หวั่นโลกล้างถูกทำลายทวีคูณ

คงไม่ใช่เพียงมนุษย์ที่สูญสิ้น
ฟ้าและดินคงทลายจนสิ้นศูนย์
 นึกถึงสรรพสัตว์ยิ่งอาดูร
ความสมบูรณ์คงเหลือเพียงในตำนาน

เดรัจฉานคงค่อนขอด "คนใจร้าย"
คนเป็นเพียงผู้ทำลายแต่ไม่สาน
ยึดครองเอาทุกสิ่งมานมนาน
ประหัตถ์หารชีวิตอื่นอย่างเลือดเย็น

เราสร้างฟาร์มปศุสัตว์เป็นระบบ
กินซากศพหมูไก่อย่างที่เห็น
มันเคยมีชีวิตใจเคยเต้น
กลับกลายเป็นอาหารในจานเรา

สัตว์ไม่เคยคิดสร้างมลพิษ
เป็นความผิดมนุษย์ที่โง่เขลา
ไม่เพียงทำลายชีวิตของพวกเรา
แต่รวมเอาทุกชีวีในแผ่นดิน

โลกวิบัติเพียงใดแม้จะรู้
แต่มนุษย์ยังห่วงอยู่ในทรัพย์สิน
เร่งรัด-พัฒนาเป็นอาจินต์
เศรษฐกิจเดิน ----บนแผ่นดินลุกเป็นไฟ

ภัยพิบัติผลาญพล่าคร่าชีวิต
ไม่ต้องคิดหาต้นเหตุให้สงสัย
มนุษย์เรานี่แหละตัวจัญไร
ตัววายร้ายทำลายโลกถึงอับจน

ต่อไปจะหาที่ไหนสงบได้
เกิดเพศภัยกระจายทุกแห่งหน
หากมนุษย์ยังคงเห็นแก่ตน
ในวังวนแห่งกิเลสความต้องการ....


ที่บ่นมา แต่งมา ร่ายมานี้ ไม่ได้ต้องการอะไร แค่รู้สึกอยากระบายก็เท่านั้น....เห้อ!!!




วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554

กอด

ไม่กี่วันก่อน เพื่อนสนิทของฉันเพิ่งเปรยว่า พวกเรานี่น่าอิจฉานะ มีโอกาสได้กอดกันบ่อยๆ....

เคยคิดกันรึเปล่าคะ ว่าการกอดจำเป็นต่อคนเราแค่ไหน

สำหรับเรน การกอด เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีกว่าคำพูดมากมายหลายเท่า

จากนี้...เป็นช่วงของการสำเร็จการศึกษาที่แต่ละคนจะเริ่มทยอยจบ และเริ่มแยกย้ายกันไปเริ่มต้นชีวิตการทำงาน

ความน่าอิจฉาของพวกเราคงจะน้อยลง เพราะเราคงได้กอดกันน้อยลง

แต่ไม่ว่าจะยังไง ทุกภาพที่เราอยู่รวมกัน ทุกความรู้สึกเวลาเรากอดกัน ทุกเสียงที่เราพูดและหัวเราะร่วมกัน จะอยู่ในความทรงจำของฉัน ตลอดไป


วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554

คิดบวก++++



เคยดูโฆษณาที่คุณนาตาลี สาวงามระดับโลกมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับเครื่องสำอางยี่ห้อหนึ่ง กับวลีเด็ด "ยิ่งคิดบวก ยิ่งสวยขึ้น"

คิดบวกแล้วดียังไง มองโลกในแง่ดีเกินไปแล้วจะเป็นคนโง่รึเปล่า

----------------------------------------

หลังจากเดินผ่านเรื่องราวมามากมาย มันทำให้ฉันรู้ว่าการคิดบวก จำเป็นต่อเรามากกว่าที่เราคิด

บางครั้งเราอาจต้องหัดมองบางเรื่องในแง่ร้ายบ้าง เพื่อให้ไม่คาดหวังต่อสิ่งใดมากเกิน

แต่บางครั้งการมองโลกในแง่ดี การคิดบวก ก็เติมพลังให้เราได้มหาศาลเช่นกัน

เพราะในสังคมทุกวันนี้ เราต้องเจอคนมากมาย หลายรูปแบบ เจอกับความคิดคนที่ดีบ้าง ร้ายบ้าง ไม่ยินดียินร้ายบ้าง สถานการณ์ที่บางครั้งเราเองก็ควบคุมได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

การยอมรับในตัวคนและสถานการณ์ทั้งดีร้าย เข้าใจในสิ่งที่เป็นไปอย่างมีสติ ไม่ตีโพยตีพาย โมโหโกรธา ไม่หลงระเริง หรือฟูมฟายไปกับมัน

...รู้เท่าทันในสิ่งที่เกิด นี่แหละ การคิดบวกของฉัน

บางครั้งก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะปล่อยใจไหลไปตามเรื่องที่ไร้ค่า

ในวันที่ถูกทำร้าย ฉันได้คิดในแง่ดีว่า ก็ดีเหมือนกัน ที่ได้รู้ว่ามีคนรอบข้างห่วงใย ..และพร้อมที่จะปกป้องเรา

ในวันที่ผิดพลาด ฉันได้คิดว่า ก็ดีเหมือนกัน วันหลังจะไม่พลาดอีก คอยดูสิ

ในวันที่คนด่าเราเพื่อให้เราเจ็บ ..แล้วถ้าเราไม่เจ็บล่ะ  คำด่าของคุณมันก็ดีเหมือนกันนะ ฉันชอบจัง และถือว่ามันเป็นคำชม ...ขอบคุณนะคะ

แต่ฉันเองไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกินไปหรอกนะ มองมันในแง่จริงมากกว่า .. แต่จะผิดอะไรล่ะที่จะทำให้มันกลายเป็นสิ่งขำขัน ตลกร้าย น่ากวนตีน

ถึงเราจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายร่างกาย ถึงจะแข็งแกร่งหรือมีอิทธิพลแค่ไหน ร่างกายเราก็ถูกทำร้ายได้
เราอาจถูกลอบกัด ใช้อาวุธทุ่นแรง หรือถูกคนที่มีกำลังหรืออิทธิพลมากกกว่าทำร้าย

แต่ฉันเชื่อว่า ไม่ว่าใครก็ทำร้ายใจเราได้ ถ้าเราไม่ยอม!!




วันนี้เอา “10 วลีทรงพลังเพื่อคนคิดบวก” ของริช เดอโวส ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจแอมเวย์ ที่ค่อยๆ สร้างธุรกิจ จนเป็นที่รู้จักไปทั่วทุกมุมโลก มาฝากกัน


1.“ฉันผิดเอง” (I am wrong) ริช  เดอโวส ระบุว่า “ฉันผิดเอง” เป็นคำพูดที่ช่วยเปลี่ยนทัศนคติตัวเราได้ดีที่สุด เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักไม่ยอมรับว่าตัวเองทำผิด โดยเฉพาะเมื่อต้องยอมรับผิดต่อหน้าคนอื่น

เจ้าตัวแนะว่า เราทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าตัวเองผิด แค่เอ่ยคำว่า “ฉันผิดเอง คุณทำถูกแล้วล่ะ” เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้สัมพันธภาพดีขึ้น ช่วยให้การเจรจาต่างๆ เดินไปข้างหน้า หรือยุติการโต้แย้งที่กำลังเกิดขึ้น

“ฉันผิดเอง” ยังเป็นคำพูดที่แปรเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร
แม้การยอมรับว่า “ฉันผิดเอง” จะลดความน่าเชื่อถือของคุณในบางสถานการณ์ลงก็ตาม



2. “ฉันขอโทษ” (I am sorry) หลายๆ ครั้งที่การกล่าวถ้อยคำสั้นๆ นี้เป็นเรื่องยาก แต่การกล่าวคำนี้ให้เป็นนิสัยเป็นสิ่งคุ้มค่า เพราะโดยธรรมชาติมนุษย์มักปกป้องตัวเอง มักคิดว่าตัวเองถูกเสมอ แต่พอเอ่ยคำนี้ออกมาจะรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก

การกล่าวคำว่า “ขอโทษ” แสดงถึงว่าคุณปรารถนาจะกลับมาสานต่อความสัมพันธ์ กับบุคคลที่เป็นคู่กรณีกับคุณ

การกล่าว "ขอโทษ" ต้องออกจากส่วนลึกจริงๆ ความรู้สึกนี้ยังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับ การแสดงออกทั้งสีหน้าและแววตา ไม่ใช่กล่าวแบบขอไปที เพื่อให้จบๆ ลงเท่านั้น



3."คุณทำได้" (You can do it) ริช ระบุว่า...ผู้คนจำนวนมากไม่เคยลองทำอะไรเลยเพราะกลัวความล้มเหลว กลัวว่าตัวเองไม่มีชั่วโมงบินมากพอ กลัวเสียงวิพากษ์วิจารณ์

สำหรับคนเหล่านี้ ริช แนะนำว่า “ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วก็ลงมือได้เลย คุณทำได้!” แน่นอน เมื่อได้ยินคำว่า “คุณทำได้” จะสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นได้ไม่มากก็น้อย




4.“ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ” (I believe in you) เป็นคำพูดที่ต่อเนื่องจาก “คุณทำได้” (คุณทำได้...ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ) ต่างกันที่เป็นคำพูดที่แสดงถึงความรู้สึกลึกๆ เป็นคำพูดสำหรับผู้นำที่ใช้พูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พ่อแม่ที่ส่งต่อความรู้สึกนี้กับลูกๆ หรือเจ้านายที่มีต่อลูกน้องที่กำลังเจออุปสรรคและต้องการความช่วยเหลือ



5.“ฉันภูมิใจในตัวคุณ” (I am proud of you) เพียงเราเปล่งคำนี้จะพบว่ามีอานุภาพสูงมากในการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ฟัง คำพูดที่ว่า “พ่อภูมิใจในตัวลูก” หรือ “ผมภูมิใจในตัวคุณ” “ผมภูมิใจในความสำเร็จของคุณ” เป็นการให้กำลังใจที่ดีมาก โดยปกติแล้วคนไทยเราไม่ค่อยชมเชยผู้อื่นด้วยคำพูดนี้เท่าไหร่นัก



6. คำว่า “ขอบคุณ” (Thank you) ริช ระบุว่า เป็นคำที่ทุกๆคนอยากได้ยิน และทุกคนสามารถกล่าวได้อย่างไม่ตะขิดตะขวง เรากล่าวคำขอบคุณกับผู้ให้บริการ หรือผู้ที่ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เรา กล่าวกับผู้ที่ชมเชยเรา ผู้ที่มีน้ำใจ หรือมีเมตตาต่อตัวเรา แม้ว่าจะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

ริช เดอโวส ตั้งข้อสังเกตว่า บ่อยครั้งที่เราใช้เวลานานกว่าจะพูดคำนี้ออกมาสักครั้ง
แต่ใช้เวลาเดี๋ยวเดียวในการต่อว่าผู้อื่น บางทีเรามัวแต่นึกถึงตัวเอง จนลืมขอบคุณผู้อื่น



7. “ฉันต้องการคุณ” (I need you) เป็นอีกคำที่มีอานุภาพยิ่งสำหรับคนคิดบวก เพราะบ่งบอกถึงการยอมรับในความสามารถผู้อื่น เป็นคำที่สำคัญมากสำหรับผู้นำ จะเห็นว่าผู้นำหลายๆคน ยิ่งตำแหน่งสูงขึ้นยิ่งมองไม่เห็นความสำคัญของผู้มีตำแหน่งต่ำกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่มีทางที่เราจะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้โดยลำพัง เมื่อคุณกล่าวคำคำนี้ออกมา จะเป็นการสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้เกิดขึ้น ไม่ว่าที่ใด


8. “ฉันวางใจในตัวคุณ” (I trust you) ความสำเร็จที่ได้รับขึ้นอยู่กับเรา ได้มอบความไว้วางใจให้กับใครสักคน ว่าจะสามารถทำงานให้บรรลุเป้าหมาย และไว้ใจได้ว่าจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ เราจำเป็นต้องไว้วางใจเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว รวมไปถึงชุมชน ในสังคมที่ไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จะเดินหน้าต่อไปไม่ได้

ความไว้วางใจเป็นคุณสมบัติสำคัญของการเป็นผู้นำเช่นกัน เมื่อมีคุณสมบัตินี้ ใครๆก็อยากเป็นเหมือนคุณ อยากเป็นเพื่อนคุณ อยากปฏิบัติตามคุณ อยากทำธุรกิจหรือร่วมลงทุนกับคุณ ริช ระบุไว้ในหนังสือว่า
กฎทองของคำคำนี้ คือ จงปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนที่อยากให้ผู้อื่นปฏิบัติกับคุณ



9. “ฉันเคารพคุณ” (I respect you) คุณจะได้รับความเคารพกลับมาก็ต่อเมื่อให้ความเคารพผู้อื่น “ฉันเคารพคุณ” จึงเป็นคำพูดที่ทั้ง “ให้” และ “รับ” จากผู้อื่น การเคารพยังเป็นการแสดงออกที่ซ่อนเร้นได้ยาก และสามารถรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ

ริช กล่าวว่า ในช่วงที่เป็นผู้นำองค์กร เขาคิดว่าการเคารพผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ความรู้พื้นฐานทางธุรกิจและวิธีการดำเนินองค์กรจะมีค่าน้อยทันที หากคุณไม่เคารพคนที่คุณทำงานด้วย ถ้าพวกเขาไม่เคารพคุณ เท่ากับคุณไม่ใช่คนที่เป็นผู้นำ



10. “ฉันรักคุณ” (I love You) เป็นคำพูดทรงพลังที่โอบกอดทุกคนไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกต่อคนรัก ครอบครัว หรือหมู่เพื่อนสนิท เป็นคำพูดที่ผู้ฟังรู้สึกอบอุ่นมากกว่า “ฉันวางใจในตัวคุณ” หรือ “ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ” เป็นคำที่ใช้พูดกับคนที่คุณรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

การพูดว่า “ฉันรักคุณ” เป็นย่างก้าวสำคัญสำหรับทุกๆคน



----------------------------------------

วันนี้คุณคิดบวกรึยังคะ?


วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554

รักตัวเอง


เมื่อพูดถึงความรัก เรามักนึกถึงความรู้สึกที่เรามอบให้คนอื่น แทบไม่มีใครพูดถึงความรักที่เรามอบให้ตัวเอง

ในสายตาของคนจำนวนมาก ความรักตัวเองเป็นภาพของความเห็นแก่ตัว

จริงหรือ?

ความจริงคือ ความรักตัวเองกับความเห็นแก่ตัวไม่เหมือนกัน

ความรักตัวเองเป็นสัญชาตญาณหนึ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์อยู่รอด เมื่อสังคมมนุษย์ทวีความซับซ้อนขึ้น ความรักตัวเองก็ลดระดับลงไปเป็น 'ความเห็นแก่ตัว' เป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง น่าชิงชัง

ความรักตัวเองไม่ได้หมายถึงการแย่งอาหารชาวบ้านมากินคนเดียว หรือการแซงคิวคนอื่น ฯลฯ มันมีความหมายที่ลึกกว่านั้นมาก

ความรักตัวเองคือการรักกายภาพของตัวเอง ไม่ว่าเกิดมาหล่อ/สวย หรือไม่ สูงหรือเตี้ย ก็สามารถยอมรับข้อแม้ที่กำหนดโดยธรรมชาติแต่แรกเกิดได้

ความรักตัวเองคือการไม่ทำร้ายตัวเอง ทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ใส่สารพิษเข้าไปในร่างกายโดยไม่จำเป็น ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ จนเกินจุดที่ร่างกายจะรับได้ ไม่กินอาหารอย่างตะกละตะกลามจนกระเพาะอาหารพัง ไม่แสวงหาความสุขใส่ตัวจนร่างกายเสื่อมสภาพ

ความรักตัวเองคือการไม่เติมความเครียดใส่ตัว ไม่ยอมระบายออกเมื่อโกรธ หรือปล่อยให้อารมณืขุ่นมัวจนพิษลามถึงร่างกาย การตกหลุมแห่งอารมณ์โกรธบ่อยๆ เจ้าคิดเจ้าแค้น จึงเป็นการไม่รักดีอย่างหนึ่ง เพราะทุกครั้งที่โกรธ หัวใจก็สึกหรอเร็วกว่าเดิม

และที่หลายคนไม่เข้าใจก็คือ ความรักตัวเองคือความกล้าให้อภัยตัวเอง

มนุษย์ทุกคนล้วนเคยกระทำเรื่องไม่ดีมาสักเรื่องสองเรื่องในชีวิต

บางคนทำเรื่องไม่ดีเมื่อยังเด็ก ก่อเรื่องผิดพลาดไว้ และจดจำฝังใจ จนอายุแก่ใกล้ลงโลงแล้วก็ยังไม่ยอมให้อภัยตัวเอง

โจรร้ายอย่างองคุลีมาลที่สังหารคนมากมาย เมื่อกลับใจยังได้รับการให้อภัยและบรรลุจิตขั้นสูง หรือในสำนวนนิยายจีนกำลังภายในคือ "เมื่อวางดาบ ก็บรรลุอรหันต์"

เราจะรักคนอื่นได้อย่างไร หากเรารักตัวเองไม่เป็น?

มีแต่คุณเท่านั้นที่ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้ มีแต่คุณเ่านั้นที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้ เพราะคุณต้องลงมือด้วยตัวเอง

ถ้ารักตัวเองจริง ก็ต้องกล้าพอที่จะอภัยให้ตัวเองได้ แล้วเดินหน้าบนหนทางชีวิตที่เหลือต่อไป

เข้าใจ เรียนรู้ เปลี่ยนแปลง แล้วเดินหน้าต่อไป...



วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

น่าน...น่ะสิ

.... ฉันกลับมาแล้ว กลับมาพร้อมความเหนื่อยล้าและความทรงจำดีๆ

ก่อนไปฉันไม่มีภาพในหัวเลยว่าน่านจะเป็นยังไง แต่พอไปถึงกลับพบว่า น่านเป็นเมืองที่สวยงาม ผู้คนน่ารักอัธยาศัยดีแบบคนเมืองเหนือ ที่นั่นอากาศดี

งานของฉันสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพื่อนร่วมงานถึงไม่สนิทกันแต่พี่ๆ ทุกคนก็น่ารัก และคอยช่วยเหลือฉันเป็นอย่างดี ติดตรงที่ว่าฉันไม่ชินกับการอยู่กับผู้ชาย(แท้ๆ) เลยทำตัวไม่ถูก ทำให้ดูนิ่งและหยิ่งไปบ้าง

ฉันเอาชนะความเหงาได้ นอนคนเดียวอย่างปลอดภัยสบายใจสบายกายทั้งสองคืน

ที่สำคัญก็คือ ฉันได้ไปไหว้ศาลหลักเมืองที่สวยงามตามศิลปะล้านนา และพระธาตุแช่แห้ง พระธาตุประจำปีเกิดมาด้วย รู้สึกดี เป็นสิริมงคลกับชีวิตที่กำลังเหนื่อยล้านี้เอามากๆ เลย

น่านไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวที่ติดอันดับอะไร แต่วัดวา บ้านเรือน สถาปัตยกรรมล้านนาหลายแห่งมีความสวยงามมาก เท่าที่เห็นมีฝรั่งขี่จักรยานชมเมืองบ้างประปราย นี่หละเสน่ห์ที่ทำให้น่านน่าเที่ยว ความสงบที่ยังไม่เป็นที่นิยม ทำให้น่านต่างจากปายและเชียงคาน ที่ตอนนี้คล้ายถูกจัดฉากเพื่อรองรับการท่องเที่ยว

ขอให้ได้กลับไปที่นั่นอีกสักครั้งเถอะ คราวหน้าถ้าไม่ได้ไปทำงาน จะเดินเที่ยวให้ทั่วเมืองเลย...

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เช้าวันศุกร์(ที่ไม่ค่อยหรรษา)

ทุกคนย่อมเคยมีความรู้สึกกลัว

วันนี้เป็นอีกวันที่ฉันกลัวและกังวลในหลายเรื่อง งานใหม่ สังคมใหม่ ที่สำคัญการเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดครั้งนี้ฉันต้องนอนคนเดียว

ไม่เคยสักครั้งเลย ที่ต้องทำงานกับคนอื่นนอกจากบรรดาเพื่อนสาวแท้สาวเทียม ทุกคนล้วนเป็นคนรู้ใจ เป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกปลอดภัย แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ฉันแทบจะเรียกได้ว่าตัวคนเดียว


คิดอยากจะถอย คิดจะหาคนไปแทน คิดจะหาวิธีการในการไม่ไปนับครั้งไม่ถ้วน แต่สุดท้ายหัวใจมันก็ร่ำร้องให้สู้ สู้วะ งานมันจะยาก จะหนักหนา มันจะเหงา มันจะน่ากลัวเท่าไหร่ ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้

กลับมาจากทำงานที่น่านครั้งนี้ได้ ก็จะถือว่าฉันผ่านบททดสอบไปอีกขั้นแล้วสินะ

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เรื่องเล่าเช้าวันฝนพรำ ฉบับ ReWrite

วันนี้ขอนำเรื่องเก่าที่เคยเล่าไว้ใน Facebook มาเล่าใหม่โดยดัดแปลงและเพิ่มเติมบางส่วน ^^

หลังจากที่ชั้นกับบิ๊กได้นั่งคุยนั่งวิพากษ์นั่นนี่ เมื่อรวมกับความคิดในหัวที่เก็บสะสมมาเรื่อยๆ และใช้การประมวลเองมาอย่างต่อเนื่อง.. เลยรู้สึกอยากบันทึกเอาไว้ซะหน่อย เผื่อมีใครมาติดต่อมอบรางวัลโนเบลสาขาทำลายสันติภาพ

>>>>>>>>>> 

Chapter 1  ความแตกต่าง


 มนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ ใครที่เคยเรียนชีววิทยามาน่าจะรู้ดีว่า แค่โครโมโซมมนุษย์ ก็มีความซับซ้อนอย่างมหาศาล ซึ่งความซับซ้อนนี้ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ความแตกต่าง สีตา สีผม สีผิว ส่วนสูง เส้นลายมือ ล้วนถูกกำหนดโดยการคัดสรรตามธรรมชาติที่ออกแบบมา เพื่อให้เกิดความแตกต่างมากที่สุด

แล้วทำไม สิ่งมีชีวิตต้องมีความแตกต่าง ?

เป็นไปได้หรือไม่ว่า เพื่อความอยู่รอดนั่นเอง

ลองคิดดูว่า ถ้าเราต้องการบริโภคปลาชนิดเดียวกันเหมือนกันหมด ปลาชนิดนั้นคงสูญพันธุ์
....แล้วเราก็คงต้องอดตาย...

แต่สิ่งที่ทำให้เราอยู่รอด ก็เป็นตัวสร้างปัญหาให้เราเช่นกัน

มองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เรื่องราวใหญ่โตที่นำมาซึ่งความสูญเสีย สงครามครูเสด/ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวของนาซี/การฆ่าพวกนอกรีตในยุโรปยุคกลาง และอีกมากมายนับไม่ถ้วน...

ไปถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างปัญหาครอบครัว แฟนทะเลาะกัน ปัญหาในที่ทำงาน ฯลฯ

แม้แต่เรื่องราวในบ้านเมืองเราตอนนี้ ไม่ได้เกิดจาก "การไม่ยอมรับในความต่าง" หรอกหรือ
ถ้ากูเป็นเสื้อเขียว คนอื่นก็ต้องเขียวอย่างกู ถ้ากุเป็นเสื้อฟ้า คนอื่นก็ต้องฟ้าแบบกุ .....
......ใครไม่เห็นด้วย ใครเป็นพวกเสื้อส้ม เสื้อเทา เสื้อชมพู  ...พวกมันเลว พวกมันชั่ว พวกมันโง่

ถึงอย่างนั้น เราก็คงมองความต่างในแง่ร้ายเพียงมุมเดียวไม่ได้
ความแตกต่างของมนุษย์ยังมีประโยชน์อีกมากมาย เพียงเราเปิดใจที่จะค้นพบมัน
.....รอเพียงวันไหนเท่านั้นแหละ ที่มนุษย์จะเข้าใจมัน เข้าใจในตัวเองซะที


>>>>>>>>>>


Chapter 2  บุคคลตัวอย่าง

มีอยู่วันหนึ่ง ขณะนั่งรถกลับจากทำงาน ได้ยินบทสนทนาของพ่อลูกคู่หนึ่ง คุณพ่อกล่าวกับลูกชายอายุประมาณสิบขวบต้นๆ จับใจความได้ว่า อยากให้ลูกชายลดการเล่น Facebook ลงหน่อย เพราะมันมีตัวอย่างที่ไม่ดีเยอะ

ฉันไม่ได้ฟังว่าลูกชายตอบว่าอย่างไร เพราะมัวแต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า คนเราจะหนีพ้นตัวอย่างที่ไม่ดีได้อย่างสิ้นเชิงเลยหรือ ในยุคแห่งสังคมข่าวสารนี้ยุคที่ข่าวสารไวแบบ Realtime เกิดอะไรขึ้นที่ไหนเมื่อไหร่นี่รู้ทั้งโลกในไม่กี่เสี้ยววินาที (แต่ข่าวบางประเทศโครตเกรียน เอาข่าวหนังสือพิมพ์มาอ่านออกทีวี วิทยุ ทั้งๆ ที่กระบวนการสื่อข่าวของทีวี วิทยุ เอื้ออำนวยต่อความเร็วในการสื่อสารมากกว่างานพิมพ์)

แม้แต่ละครหลังข่าวที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมานาน ก็ยังแก้ปัญหากันไม่ได้สักที การแบ่งเรตติ้ง ดูเหมือนยิ่งโหมเชื้อการนำเสนอความรุนแรงของละครให้ลุกโชนเข้าไปอีก บทตบตี อิจฉาริษยา ด่าทอกัน ทำร้ายกันอย่างไร้เหตุผลและเกินจำเป็นมีให้เห็นจนชินตา

ที่น่าโมโหก็คือ พระเอกหลายเรื่อง อย่างสวรรค์เบี่ยง ดาวพระศุกร์ วงเวียนหัวใจ ข่มขืน ฉุดคร่านางเอก แต่สุดท้าย เค้ายังคงเป็นพระเอกที่ดีงาม น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างเสมอ

แล้วอย่างนี้อะไรล่ะ ที่จะเป็นตัวอย่างของเยาวชนที่เติบโตขึ้นทุกวัน ?
เมื่อไหร่ที่จะมีใครหันมาจริงจังกับการแก้ปัญหา ?
.....หรือสังคมเราจะเป็นสังคมที่เน้นการพูดมากกว่าการลงมือทำ อย่างที่นักวิชาการเค้าว่าจริงๆ


>>>>>>>>>>

Chapter 3  แรง

คำว่า แรง เป็นอะไรที่ทุกวันนี้เราต้องได้ยินจนชินหูไม่แพ้การเดินเจอเพศที่ 3 ตามห้าง
คำว่า แรง น่าจะมาจากคำว่า รุนแรง ร้ายแรง อะไรประมาณนั้น แต่แผลงความหมายไป ขึ้นอยู่กับว่า จะตีความมันไปในทางไหน

สำหรับฉัน แรงก็เป็นเหมือนสิ่งอื่นในโลก มีทั้งด้านดีด้านเลว เหมือนพระดีกับมารศาสนา ตำรวจดีกับตำรวจเลว นักการเมืองดีกับนักการเมืองเลว

เราจะใช้ความแรงเป็นประโยชน์อย่าง
- การออกโปรแรงๆ ของ Air Asia หรือ Ibis (พวกนี้ชอบจัง)
- ใช้ความแรงทำงานที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์
- ใช้ความแรงในการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ
- แรงเพื่อปกป้องคนที่เรารัก
- แรงเพื่อความยุติธรรม
ฯลฯ

แต่ดูเหมือนความแรงในอีกทิศทางที่ตรงกันข้ามเราจะพบเห็นได้บ่อยกว่า ..
แรงแว๊นซ์ๆ/ แรงตบตี/ แรงหาเรื่อง/ แรงทำร้ายชาวบ้านอย่างพวกหนังสือบันเทิง/แรงค้ายา และอีกหลายแรงที่นอกจากจะไม่สร้างสรรค์แล้วยังทำลาย..

แบบนั้นอย่าเรียกแรงเลย.. เปลี่ยนไปเรียกเลวเหอะ ตรงกว่าเยอะ

>>>>>>>>>>


Chapter 4  เหี้ย

ภูมิใจนำเสนอเหลือเกินสำหรับเรื่องนี้ เพราะได้ยินคนด่ากันว่าเหี้ยมาก็มาก กระทั่งเคยโดนด่าด้วยคำนี้เองด้วยซ้ำ เลยรู้สึกอึดอัดใจแทนตัวเหี้ยเหลือทน

มนุษย์เรามักมีการเปรียบเปรยสิ่งต่างๆ เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น หรือที่เรียกว่าการอุปมาอุปมัย เช่น เมาเหมือนหมา ซนเหมือนลิง อ้วนเป็นหมู ดังนี้เป็นต้น เพื่อเปรียบเทียบสิ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เพื่อให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างเห็นภาพพจน์

แต่คำด่าสุดฮิตที่ฉันได้ยินแต่เด็กและคงได้ยินจนแก่ตายอย่าง "เหี้ย" กลับไม่เคยได้เข้าใจถึงที่มา.....

เพราะคำว่าเหี้ย รวมๆ แล้ว ใช้ว่ากล่าวคนที่มีพฤติกรรมข้ามเส้นคำว่าแย่ไปอย่างมาก แต่ไม่เคยเห็นว่าเจ้าสัตว์เลื้อยคลานหน้าตาน่ารักนี้ มันจะมีพฤติกรรมที่แย่ขนาดเอาชื่อมาใช้เปรียบเปรยตรงไหน ไม่ยุติธรรมกับเหี้ยเอาซะเลย

----- แล้วถ้ามองกลับกันในมุมของตัวเหี้ยล่ะ-----

ถ้าตัวเหี้ยมีการใช้ชีวิตร่วมกันแบบสังคม
ถ้าตัวเหี้ยมีภาษาพูดของตัวเอง
ถ้าตัวเหี้ยมีพฤติกรรมดังนี้
  • กัดเหี้ยตัวอื่น ทำร้ายเหี้ยตัวอื่น กินไก่ชาวบ้าน
  • ลักขโมยของเหี้ยตัวอื่น เอาของที่ไม่ใช่ของๆ ตนไป
  • แอบล่อเมีย ล่อผัวเหี้ยชาวบ้านเค้า (เหี้ยมีกิ๊ก เหี้ยมีชู้ เหี้ยมีเมียน้อย)
  • พูดปด ตอหลดตอแหล พูดส่อเสียด นินทาว่าร้าย เหี้ยตัวอื่น
  • เหี้ยกินเหล้า เมาขาดสติ แล้วก็เป็นเหตุให้ทำเรื่องแย่ต่างๆ อีกร้อยแปด 

ถ้าในการเีรียกอะไร เปรียบอะไร โดยยึดความคล้าย ความเหมือนเป็นหลัก 
ตัวเหี้ยอาจด่าเหี้ยที่มีพฤติกรรมแย่ๆ ข้างต้นว่า "ไอ้มนุษย์" หรือไม่ก็ "มึงนี่เลวเหมือนคนจริงๆ" ได้เหมือนกัน

>>>>>>>>>>


Chapter 5   Football (แต่เมกาเรียก Soccer)


ฟุตบอล ไม่ใช่แค่กีฬาที่ดูเอามันส์แค่อย่างเดียว

..เกมกีฬาชนิดนี้ยังได้สอนอะไรหลายอย่าง..

บ่อยครั้งที่ฟุตบอลมีความคลาสสิค ในตัวของมันเอง

ถ้าไม่มีฟุตบอล โลกนี้คงต่างออกไป ฉันคงไม่มีความสุขขนาดนี้

เมื่อก่อนฉันหมายมั่น ถึงขั้นใฝ่ฝันเลยว่าจะเป็นผู้สื่อข่าวกีฬาให้ได้ แต่ในวันนี้มาถามใจตัวเองดู
.......... คนอย่างเราจะมีอาชีพที่แข่งกับเวลาและแบกความรับผิดชอบหนักๆ แบบนั้นได้หรือ


เอาเป็นว่า ถ้าได้เป็นก็ดี ไม่ได้เป็นก็ขอให้ได้ทำอะไรที่สุดขั้ว ฉีกออกไปเลยแล้วกันนะ

>>>>>>>>>>


Chapter 6  Amphawa

ทุกวันนี้ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ในการท่องอินเตอร์เน็ต ไปกับการติดตามข้อมูลการท่องเที่ยว
ดูรีวิวที่คนอื่นไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แล้วเก็บประสบการณ์+ภาพถ่าย มาแบ่งปัน หาโปรโมชั่น ที่พัก ตั๋วเครื่องบิน ที่กิน ที่เที่ยวใหม่ๆ นั่งทำแผนการท่องเที่ยว ชวนคนนั้นคนนี้จนคนอื่นเค้าเริ่มจะระอา

บางทีเงินกับเวลาก็ไม่เอื้ออำนวย ต้องใช้ความพยายามอย่างมากทีเดียวกว่าจะไปไหนได้ซักที่ แต่ก็มีความสุขมากๆ กับชีวิตแบบนี้ เรียกได้ว่ารักเลยล่ะ

บางทีแอบคิดเหมือนกัน เราห่วงเที่ยวจนทิ้งชีวิต ทิ้งความสนใจด้านอื่นเกินไปมั้ย ในใจทุกวันนี้ มันร่ำร้องจะออกเดินทางไปสัมผัสกับความสวยงามของสถานที่ต่างๆ

ไม่ว่าจะยังไง หรืออยากเที่ยวที่ไหนมากมายก็ตาม แต่สถานที่ๆ ดึงดูดฉันเอาไว้ราวปาฏิหาริย์ กลับเป็นอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดที่เล็กที่สุดของประเทศไทย....อัมพวา สมุทรสงคราม....

หลายๆ คนคงรู้จักตลาดน้ำอัมพวาแล้ว....ตลาดน้ำที่เหมือนสาวเนื้อหอม มีคนแวะเวียนเข้ามาชื่นชมไม่ขาดสาย

แต่ฉันคิดว่า เสน่ห์ของที่นั่น ไม่ได้มีที่ตลาดน้ำอย่างเดียว แม่กลองเป็นเมืองที่สวยงาม สงบ อุดมสมบูรณ์ และที่น่ารักที่สุดคือ ผู้คนโอบอ้อมอารี

อยากฝากชีวิตเอาไว้ที่นั่น อยากหลบหนีจากกรุงเทพเมืองฟ้าอมร เมืองที่เหมือนหญิงสาวมากจริต สวยแต่รูป จูบเหม็น

สงสัยจะต้องมนตร์รักแม่กลองเข้าไปเต็มๆ แล้วสิ

วันหลังคงต้องมานั่งเขียน Blog เกี่ยวกับอัมพวาโดยเฉพาะซะแล้ว



วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ยายกับถุงยางอนามัย เรื่องตลกร้ายที่น่าเศร้า

คืนวานได้ไปเที่ยวที่สถานบันเทิงของชายวัยมันส์(สโลแกนของผับเกย์ชื่อดังย่านลำสาลี) ส่งท้ายคืนวาเลนไทน์ มีของแจกหน้าตาน่ารัก(คาดว่า)เป็นถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น ทำให้นึกถึงเหตุการณ์หนึ่ง....

งานพระสมุทรเจดีย์ปีที่แล้ว ขณะกำลังเดินเที่ยวงานวัด หาของกินอย่างสบายใจ ก็มีเจ้าหน้าที่ในชุดฟอร์มของมูลนิธิหนึ่งมาแจกกล่องเล็กๆ ให้กับฉันและเพื่อน โดยอธิบายสิ่งที่ตนแจกเพียง "แจกฟรีครับ"

เมื่อเปิดกล่องออกมาพบว่า.. เป็นถุงยางอนามัยสองชิ้น

เดินจากเจ้าหน้าที่แจกถุงยาง คล้อยหลังมาไม่น่าเกิน 20 เก้า มีคุณยายคนหนึ่งอายุน่าจะประมาณ 70-75 ในมือหนึ่งถือของเล่นเดินเร่ขายในงานวัด ส่วนอีกมือถือของบางอย่าง

ยายถามฉันว่า... "หนูๆ ไอ้นี่มันอะไร"

เหลือบมองของในมือยาย เป็นกล่องถุงยางเหมือนที่ฉันได้รับ และมีถุงยางที่แกะออกมาโชว์หราอยู่ 1ชิ้น

ฉันตอบยายไปว่า "ถุงยางไงยาย"

ยายถามต่อ "แล้วมันเอาไว้ทำอะไร" 

"ถุงยางอนามัยไงยาย" ฉันตอบไม่ตรงคำถาม 

"ทำยังไงล่ะ" ยายถามซ้ำ

ฉันอึกอักๆ อยู่ชั่วครู่ ด้วยกำลังคิดว่าจะใช้คำไหนในการอธิบายว่าสิ่งนั้น มีวิธีการใช้ยังไงให้ยายเข้าใจ และไม่เป็นคำที่หน้าเกลียดเกินไป เพราะคนที่มาเที่ยวงานวัดเดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้นเยอะมาก แต่ก่อนที่คำอธิบายใดๆ จะหลุดออกจากปาก ยายก็พูดสิ่งที่ทำให้ชั้นแทบล้มทั้งยืน

"กินเข้าไปแล้ว" 

"อะไรนะยาย!!! กินไม่ได้นะยาย กินไม่ได้" ฉันตกใจ ถุงยางที่แกะแล้วในมือยายอันนั้น แกคงจะแกะกินแล้วแต่เคี้ยวไม่ได้ เพราะแกไม่มีฟันแล้ว เลยคายออกมา รู้สึกโล่งใจนิดๆ ที่แกไม่ได้กลืนเข้าไป

ฉันคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาในตอนนั้น แล้วจูงมือยายกลับไปในทิศที่ได้รับถุงยางมา เจ้าหน้าที่ยังคงยืนแจกถุงยางอยู่ที่เดิม ฉันเอ่ยกับเขา

"พี่คะๆ ยายคนนี้แกอยากรู้ว่าถุงยางเอาไว้ทำอะไร แล้วที่สำคัญ แกกินเข้าไปแล้วด้วย..."

ฉันปล่อยให้เจ้าหน้าที่อธิบายให้ยายฟังแล้วเดินออกมา เขาควรรับผิดชอบในหน้าที่ของเขา...

เจอเพื่อนที่แยกไปซื้อของพอดี เลยเล่าเรื่องที่เกิดกับยายให้เพื่อนฟัง เพื่อนขำ ฉันก็ขำ เป็นเรื่องตลกที่คิดไปแล้วก็น่าสะเทือนใจไม่น้อย

เรื่องเล่าขำขันตามรายการทีวี ถึงการที่เจ้าหน้าที่เข้าไปให้ความรู้เรื่องถุงยางอนามัยแก่ชาวบ้าน และสาธิตวิธีการใช้โดยสวมที่นิ้ว จากนั้นการติดตามผลพบว่า ชาวบ้านล้มเหลวในการคุมกำเนิด เพราะเอาถุงยางไปสวมที่นิ้วแล้วมีเพศสัมพันธ์ พอมาเจอเรื่องยายทำให้ฉันได้รู้ว่า มันไม่ใช่เพียง Dirty Joke เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้จริง เพราะคนอีกจำนวนมากขาดความเข้าใจในเรื่องเพศศึกษา

บ้่านเรา "ดัดจริต" เกินไปรึเปล่าที่รับเรื่องเพศอย่างเปิดเผยไม่ได้ และพยายามปกปิดมัน 

หลักสูตรการเรียนการสอนเพศศึกษา เป็นเรื่องที่คนในบ้านเมืองถกเถียงกันมาหลายสิบปี และดูเหมือนว่าเรายังย่ำวนไปวนมา


ปัญหาวัยรุ่นท้องก่อนวัยอันควร ปัญหาการทำแท้ง เกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศของเด็กหรือไม่


คดีข่มขืน เกิดจากคนขาดหนทางในการระบายออกเรื่องเพศรึเปล่า



ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกได้ว่า เราปิดบังเรื่องที่เป็นเรื่องธรรมชาติแบบนี้ มันมีผลดีกว่าผลเสียจริงหรือ???








 


วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

14 กุมภา วัน วาเลนไทน์

นั่งอ่านประวัติวันวาเลนไทน์ จาก http://campus.sanook.com/u_life/knowledge_01474.php แล้วก็ดีใจ ไม่ว่าจะตรุษไทย ตรุษจีน ตรุษฝรั่ง พี่ไทยเราเอามาถือเป็นวันสำคัญที่ควรเฉลิมฉลองได้หมด

ถึงวันแห่งความรักแบบนี้แล้ว นอกจากจะซื้อของขวัญอะไร หรือจะไปฉลองที่ไหนดี
...มีใครคิดบ้างหรือไม่ ว่าจริงๆ แล้วรักคืออะไร


...ความรัก เป็นสิ่งที่ซับซ้อนจริงอะไรจริง เป็นสิ่งยากจะนิยาม

ทำไมคนเราต้องมีความรัก?

------อาจเป็นเพราะมนุษย์มีช่วงวัยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ยาวนานกว่าสัตว์อื่น
การที่ตัวเมีย(ผู้หญิง) เลี้ยงลูกฝ่ายเดียวจึงไม่พอ ต้องมีตัวผู้(ผู้ชาย) ช่วยเลี้ยง
จึงต้องมีรักเพื่อผูกพันทั้งสองเพศไว้

------อาจเพราะมนุษย์ไม่มีฤดูผสมพันธุ์ หากปราศจากรักแล้ว เกรงว่าประชากรจะล้นโลก
(ผู้ชายมีความสามารถแพร่พันธุ์ได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 5 ครั้ง แต่ผู้หญิง 9 เดือนครั้ง
จึงต้องจับความต่างนี้ผูกกันไว้ เพื่อควบคุมจำนวนประชากร)

------รักอาจไม่มีจริง
เป็นเพียงกลไกร่างกายเพื่อเร่งเร้าการขยายเผ่าพันธุ์ตามสัญชาตญาณเท่านั้น

..............ยังไม่มีใครให้คำตอบได้อย่างชัดเจนว่าทำไมคนเราต้องมีความรัก แล้วรักคืออะไร?

-----คำว่ารักถูกตีความไปต่างๆ นานาตามแต่ละที่ แต่ละยุคสมัย

แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า รักเป็นสิ่งสากล ไม่อาจถูกจำกัดด้วยสถานที่หรือกาลเวลา

ทำอย่างไรถึงจะรักเป็น?
ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าอะไรคือรักแท้?
ทำอย่างไรถึงจะไม่เสียใจเพราะรัก?
ทำอย่างไรถึงจะรักษารักที่มีให้ยาวนาน?

...เหล่านี้คงเป็นคำตอบที่วิกิพีเดียคงให้ไม่ได้ คงต้องเป็นตัวเราเองแล้วล่ะที่จะหาคำตอบนั้น

............แล้ววันนี้คุณได้รักใครหรือยังคะ